กองทันตสาธารณสุข....31 ปี สร้างสิ่งดีมีความหมาย
เกิดมาได้อย่างไร งานให้บริการทันตสาธารณสุขในยุคต้นๆ อยู่ในแผนกสุขาภิบาลโรงเรียน สังกัดกระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ให้บริการทันตกรรมแก่เด็กนักเรียนจน พ.ศ. 2466 จึงเริ่มให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อสภากาชาดไทยขอความร่วมมือมา ต่อเมื่อมีการสถาปนากระทรวงสาธารณสุขใน พ.ศ. 2485 งานทันตกรรมจึงอยู่ภายใต้การบริหารงานของกองอนามัยโรงเรียน กระทรวงสาธารณสุขหรือกรมอนามัย ในระยะต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุขใน พ.ศ. 2515 งานทันตกรรมจึงยกฐานะขึ้นเป็นกองทันตสาธารณสุข สังกัดกรมการแพทย์และอนามัยจนถึง พ.ศ. 2517 มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการ กระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งหนึ่ง กองทันตสาธารณสุข จึงโอนมาสังกัดกรมอนามัย
แผนงานทันตสาธารณสุข แผนงานทันตสาธารณสุขได้รับการบรรจุเข้าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นครั้งแรกช่วง พ.ศ. 2520-2524 หรือในแผนฉบบที่ 4 เป็นต้นมาโครงการและกิจกรรมในระยะนั้นคือ ให้บริการทันตกรรมแก่นักเรียนและข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข อบรมผู้ช่วยเจ้าหน้าที่อนามัย ออกให้บริการทันตกรรมป้องกันแก่เด็กนักเรียนประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยการควบคุมดูแลการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน และให้บริการอมน้ำยาฟลูออไรด์ทุก 2 อาทิตย์ และให้บริการทันตสุขศึกษาแก่นักเรียน นอกจากนี้ได้ประสานความร่วมมือกับกองอนามัยโรงเรียนจัดการอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการ รวมถึงอบรมครูใหญ่และครูอนามัยให้ดำเนินงานทันตสุขภาพในโรงเรียนและในชุมชน 72 จังหวัดทั่วประเทศ ผลงานดีเด่นที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ต่อมาในระยะยาวคือการกระจายทันตแพทย์ไปสู่ชนบทโดยให้ประจำในโรงพยาบาล และให้ปฏิบัติราชการที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีการแต่งตั้งคณะกรรมการทันตสาธารณสุขระดับจังหวัดมีนายแพพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นประธานหัวหน้าฝ่ายต่างๆ เป็นกรรมการและฝ่ายทันตสาธารณสุขเป็นเลขานุการ ทำให้งานให้บริการทันตสาธารณสุข ตั้งแต่การส่งเสริมป้องกันและรักษาเป็นไปอย่างมีระบบแบบแผน นอกจากนี้ได้มีการผลิตโมเดลฟันชนิดต่างๆ ขึ้นโดยใช้วัสดุที่มีในประเทศ ไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นการประหยัดงบประมาณของประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้าน และกรมอนามัยยังสามารถสนับสนุนโมเดลฟันเหล่านี้ให้แก่หน่วยงานทันตสาธารณสุขของทุกโรงพยาบาลอำเภอ โรงเรียนประถมศึกษาทั้งประเทศ และหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงานทันตสุขภาพ ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากแม้ในถิ่นที่ห่างไกลได้รับประโยชน์จากสื่อนำความรู้ดังกล่าว นับแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 เป็นต้นมางานทันตสาธารณสุขของกรมอนามัยได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับเพื่อมุ่งแก้ปัญหาทันตสาธารณสุขของประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มอายุ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่
การจัดทำเป้าหมายทันตสุขภาพ ใน พ.ศ. 2528 สหพันธ์ทันตแพทยสมาคมทั่วโลกได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายสากลด้านทันตสุขภาพขึ้น กรมอนามัยจึงได้จัดการประชุมสัมมนาคณะผู้เชี่ยวชาญด้านทันตสาธารณสุข จากทั่วประเทศ เพื่อจัดทำเป้าหมายทางทันตสุขภาพให้เหมาะสมกับประชาชนคนไทย เป้าหมายดังกล่าวนับเป็นหลักในการคิดแก้ไขปัญหาทันตสาธารณสุขของประเทศในระยะต่อมาสาระสำคัญ ที่กำหนดไว้คือ 1) ร้อยละ 30 ของเด็กก่อนวัยเรียนต้องไม่มีฟันผุ 2) เด็กอายุ 12 ปี มีฟันผุได้ไม่เกินคนละ 1.5 ซี่ และ 3) ร้อยละ 75 ของกลุ่มอายุ 18 ปี ต้องมีฟันที่สามารถใช้งานได้อย่างน้อย 28 ซี่
การจัดหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ วันที่ 1 สิงหาคม 2527 เป็นวันแรกที่เกิดหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลไทยและรัฐบาลเยอรมัน ออกให้บริการอุดฟัน ขูดหินน้ำลาย ถอนฟัน และให้ทันตสุขศึกษาแก่ประชาชนเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กรมอนามัยได้ออกให้บริการ เป้าหมาย 4800 หมู่บ้าน มีแระชาชนได้รับบริการ 96,000 คน และได้รับความรู้ 480,000 คน โครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมทันตสุขภาพเด็กนักเรียนในนักเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการดังกล่าวใน พ.ศ. 2531 จนถึงปัจจุบันนี้สามารถให้บริการครอบคลุมเด็กนักเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ 5,000,000 คน และครอบคลุมโรงเรียน 30,000 แห่ง กิจกรรมสำคัญของโครงการได้มอบให้ครูผ่านการอบรมแล้วเป็นผู้ตรวจสุขภาพช่องปากเด็กนักเรียน และบันทึกลงในระเบียนรายงาน ส่วนเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย จะเข้าไปเก็บข้อมูลให้ คำปรึกษาแนะนำและบำบัดรักษาตามที่ได้รับการอบรม
โครงการเฝ้าอบรมเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้บริการขูดหินน้ำลาย กรมอนามัย สนับสนุนการจัดบริการทันตกรรมระดับสถานีอนามัย โดยเริ่มที่สถานีอนามัยทุกแห่งในโครงการอีสานเขียว ใน 17 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาได้ขยายการสนับสนุนครอบคลุมสถานีอนามัย 4,000 แห่งในปัจจุบัน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำสถานีอนามัยที่มีเครื่องขูดหินปูนไฟฟ้า จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถใช้เครื่องมือให้การบำบัดรักษาได้
โครงการประกวดโรงเรียนดีเด่นเฝ้าระวังทันตสุขภาพ กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการดังกล่าวด้วยความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และภาคเอกชน คือบริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อกระตุ้นให้มีการเฝ้าระวังและส่งเสริมทันตสุขภาพอย่างเป็นระบบสมบูรณ์ ในโรงเรียนประถมศึกษา นอกจากนี้โรงเรียนดีเด่นจะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่โรงเรียนอื่นๆ และเป็นการกระตุ้นให้ประชาชน กับผู้เกี่ยวข้องมีเจตนคติที่ดีพร้อมร่วมมือแก้ไขปัญหาทันต-สาธารณสุขชุมชน คุณสมบัติของโรงเรียนดีเด่น คือ ครูจะต้องตรวจสุขภาพช่องปากนักเรียนตามระบบเฝ้าระวัง ปีละ 2 ครั้ง และบันทึกผลการตรวจในแบบ ทส.001 และ ทส.002 นักเรียนจะต้องได้รับบริการทันตกรรมแปรงฟันหลังอาหารกลางวันทุกวัน อมน้ำยาฟลูออไรด์อย่างสม่ำเสมอและได้รับการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษาในรายที่มีปัญหา โรงเรียนที่ชนะเลิศระดับประเทศอันดับ 1 จะได้ถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท และป้ายประกาศถาวร
โครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมทันตสุขภาพเด็กนักเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาลและเมืองพัทยา กรมอนามัย ได้ประสานงานกับกรมปกครองจัดทำโครงการฯ เริ่ม พ.ศ. 2536 และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น สำนักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เทศมนตรีฝ่ายการศึกษา ทันตแพทย์และทันตาภิบาลจากเทศบาลต่างๆ 50 เทศบาล เข้าร่วม โครงการ ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถดำเนินการครอบคลุมโรงเรียน 400 แห่ง โครงการปีรณรงค์ทันตสาธารณสุขแห่งโลกของประเทศไทย พ.ศ. 2537 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศให้ปี 2537 เป็นปีทันตสาธารณสุขแห่งโลก และเพื่อให้สอดคล้องกับการประกาศขององค์การอนามัยโลก กรมอนามัยจึงได้จัดทำโครงการปีรณรงค์ฯ ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนเดิดพฤติกรรมการแปรงฟันที่ถูกต้องและสม่ำเสมอทุกวัน มีการ จัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตลอดปี ได้แก่กิจกรรมรณรงค์ทันตสาธารณสุขทั่วประเทศ ประทับสัญลักษณ์ปีรณรงค์แปรงฟันหลังอาหารกลางวันพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 14 กันยายน 2537 และจัดการประชุมนานาชาติ เรื่อง The Promotion of Lifestyles Conducive to Oral Health |